ตั้งแต่ครั้งโบราญกาลมาในครอบครัวไทยก็มีการสนทนาธรรมกันอยู่เป็นประจำแล้ว
 เช่น กลางวันพ่อแม่ออกไป ทำนา ทำสวน ทำงานอื่น ๆ
 ผู้เฒ่า  ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่บ้าน ก็ทำงานสาน กระบุง ตะกร้า ไปบ้าง ทำงานอื่น ๆ บ้าง
เด็ก ๆ ก็วิ่งเล่นกันอยู่ไกล้ ๆ สักพัก ตา ยาย ก็เรียกมาล้อมวงเล่านิทานให้ฟังซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องธรรมะ
  เรื่องชาดกบ้าง เรื่องอื่นๆ บ้าง เด็ก ๆ ฟังแล้วสงสัย สิ่งใดก็ซักถามกันทำบ่อย ๆ เข้าเด็กซึมซาบธรรมะไปในตัว
  หรือตกเย็นตอนรับประทานอาหารอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา พอรับประทานอาหารเสร็จแล้ว
พ่อแม่ก็หยิบยกเรื่องธรรมะมาพูดกันบ้าง เล่าให้ลูกฟังบ้าง 
เป็นการสนทนาธรรมกันในครอบครัว  ในขณะเดียวกันก็คอยสังเกตุลูก ๆ ไปด้วย
เพราะโดยธรรมชาติของตัวเด็กเองก็พอจะทราบอยู่บ้างว่าอะไรถูก อะไรผิด
 ถ้าในวันนั้นเขาไปทำอะไรผิดมาจะมีพิรุธอยู่ในตัว
ถ้าพ่อแม่สังเกตก็จะเห็น แล้วก็จะได้ตักเตือน สั่งสอนกันไปแต่ถ้าเด็กทำผิดถึง3ครั้ง
 แล้วยังจับได้ไม่ได้ ก็ไม่มีพิรุธให้เห็นอีก เพราะเด็กจะเกิดความเคยชิน
 และถึงจะจับได้ภายหลังก็แก้ยาก เพราะความเคยชินจนติดเป็นนิสัยแล้ว 
ปัจจุบันโอกาสที่จะสนทนาธรรมกันในครอบครัวมีน้อยลง
ส่วนใหญ่พอตกเย็น หลังรับประทานอาหาร พ่อแม่ลูกล้อมวงดู ทีวี  ดูวีดีโอ
หรือต่างคน ต่างทำกิจกรรมของตน ไม่มีโอกาสได้พูดคุยธรรมะกัน 
ซึ้งอันนี้เป็นข้อบกพร่อง  จะทำให้พวกเราพลาดไป
  ถ้าพ่อแม่คนไหนอยากได้ลูกดี  เป็นลูกแก้ว นำชื่อเสียงความเจริญมาสู่ตระกูล
อยากให้ครอบครัวร่มเย็น  อย่ามองข้ามเรื่องนี้ไป 
ควรใช้ธรรมะเป็นการสั่งสอนลูกให้ถูกต้องทำอยู่ทุก ๆ วัน
เด็กก็จะเข้าใจพ่อแม่และจะตั้งใจเล่าเรียนหนังสือ ไม่เกเร ไม่ดื้อด้าน
 ก็เพราะธรรมะที่ปู่ย่า ตาย่า หรือพ่อแม่สั่งสอนกันต่อๆไป ตั้งแต่โบราญกาลนานมานั่นเอง...
สมุดเยี่ยมพี่อ้อมจ้า