ประสูติ  
 พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิทธัตถะ “ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา  แห่งกรุงกบิลพัสดุ์  แคว้นสักกะ    พระองค์ทรงถือกำเนิดในศากยวงค์  สกุลโคตมะ    
พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕
  ค่ำ เดือน ๖ (  เดือนวิสาขะ )  ปีจอ  ก่อนพุทธศักราช  ๘๐  ปี   
ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์
  แคว้นสักกะ  กับกรุงเทวทหะ  แคว้นโกลิยะ
 
( ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด  ประเทศเนปาล  )
การขนานพระนาม และทรงเจริญพระชนม์
             พระราชกุมารได้รับการทำนายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส   มหาฤาษีผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิมพานต์
ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า
“  พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์ 
 มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่  
              หลังจากประสูติได้  ๕ วัน  พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์
ผู้เรียนจบไตรเพท
   จำนวน ๑๐๘ คน  เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร
             พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า  “สิทธัตถะ”  มีความหมายว่า
 
“ ผู้มีความสำเร็จสมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเอง
เฉพาะผู้ที่ทรงวิทยาคุณประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้
  ๘ คน   เพื่อทำนายพระราชกุมาร   
พราหมณ์ ๗ คนแรก
  ต่างก็ทำนายไว้ ๒ ประการ คือ
 
“ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม
 หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก
”   
 ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำนายเพียงอย่างเดียวว่า  พระราชกุมารจักเสด็จออกจาก
พระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต
  แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก
              เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต 
 ( การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า )
พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา
 เป็นผู้ถวายอภิบาลเลี้ยงดู
  เมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้    พรรษา
ได้ทรงศึกษาในสำนักอาจารย์วิศวามิตร
  ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ  
เพราะเปิดสอนศิลปวิทยาถึง
  ๑๘  สาขา  เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว
 และเชี่ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์

อภิเษกสมรส
               ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาส
เป็นพระจักพรรดิผู้ทรงธรรม
   จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ  แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการ
แก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก
   เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้  ๑๖ พรรษา
พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส
 
จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น  ๓ หลัง
สำหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน
   ฤดูฝน  และฤดูหนาว 
แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า  รมยปราสาท  สุรมยปราสาท  และสุภปราสาทตามลำดับ  และทรงสู่ขอพระนางพิมพา
หรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์
ให้อภิเษกด้วย
  เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธา
จึงประสูติพระโอรส
   พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อพระองค์ทรงทราบ
ถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า
  “ ราหุล  ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่องจองจำเกิดแล้ว 
ออกบรรพชา
              เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูรณ์  ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติมหาศาล
ก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์
 พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่องนำทาง
ซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ
    พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน
 ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่
  คนเจ็บ  คนตาย และบรรพชิต
พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต
  และพอพระทัยในเพศบรรพิต  มีพระทัยแน่วแน่ที่จะทรงออกผนวช
เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกทรงผนวช
โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อมด้วยนายฉันนะ
     มุ่งสู่แม่น้ำอโนมานที  แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ  ๔๘๐ กิโลเมตร )   เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำอโนมานทีแล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต
  และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำเครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์
เข้าศึกษาในสำนักดาบส
                    ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่  ณ อนุปิยอัมพวัน  แคว้นมัลละเป็นเวลา  ๗ วัน 
จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์  แคว้นมคธ   พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ
ได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษ
ในกาม
  เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม  จะจาริกไปเพื่อบำเพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบำเพ็ญเพียรนั้น   พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน  และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก
“ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร
                   การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว   สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส
กาลามโคตร และอุทกดาบส
  รามบุตร  ณ   กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์
ในสำนักของอาฬารดาบส
  กาลามโคตร 
ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน
   ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร  นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน    สำหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐาน
อยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล
  ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์
                   เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์
บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง
  พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง
เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
  กรุงราชคฤห์  แคว้นมคธ
บำเพ็ญทุกรกิริยา
                   “ ทุกร “ หมายถึง  สิ่งที่ทำได้ยาก     “  ทุกรกิริยา”  
หมายถึงการกระทำกิจที่ทำได้ยาก ได้แก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ
” 
                   เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียน
ในสำนักอาจารย์
      ณ ทิวเขาดงคสิริ  ใกล้ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรานั้น  พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา
คือการบำเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น  การอดพระกระยาหาร  การทรมานพระวรกาย
โดยการกลั้นพระอัสสาสะ
  พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์  การกดพระตาลุ ( เพดาน)
ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น
 พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปี
ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์
   พระองค์จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา
แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่
 
ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน
ได้แก่ โกณฑัญญะ
  วัปปะ  ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ 
เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้
 ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง
และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำเพ็ญทุกรกิริยา
 
ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
   นครพาราณสี    
เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง
 

พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง
  ตรัสรู้
         พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้   เวลารุ่งอรุณ  ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา  ก่อนพุทธศักราช  ๔๕    ปี 
นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา  ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ
 (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ
  นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส 
แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
 
ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์
อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า
“ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป
แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด
 
“  แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชรา
แล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก
 จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ
 
คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์
ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า
  
“ แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง  เอ็น  กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว
 จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด
“  เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว 
พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่
 มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ
มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง
  อ่อนโยน
เหมาะแก่การงาน
  ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว  ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
 ( ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี
     
ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำหนดรู้การตาย
  การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย )
ในมัชฌิมยามแห่งราตรี
       ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ
 (
  ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย)
 คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
  นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  นี้ทุกขนิโรธ   นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา     นี้อาสวะ    
นี้อาสวสมุทัย
  นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา   เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้ 
 จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ  ภวาสวะ  และอวิชชาสวะ  
เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว
  ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว 
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว
  ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป  นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่  ๓ คือ 
 อาสวักขยญาณ  ในปัจฉิมยาม  แห่งราตรีนั้นเอง  
ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ
  เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
 จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด   พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖  ปีระกา 
 ขณะพระชนมายุได้  ๓๕  พรรษา  นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี
พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ๔  (ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  )
 ประกาศพระศาสนาครั้งแรก

         เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ  บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา  ๗ สัปดาห์
ทรงรำพึงว่า
  ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสำหรับคนทั่วไป
จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม
  พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนา
ให้โปรดมนุษย์
  โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔ เหล่า   และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง
 สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม  เหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้  ยังมีอยู่
 
“ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม   แล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ( เดือนอาสาฬหะ)
เรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร
  ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่านปัญญาโกณฑัณญะ
ได้ธรรมจักษุ
  คือบรรลุพระโสดาบัน  ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เรียกการบวชครั้งนี้ว่า
  “ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ”  พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา

การประกาศพระพุทธศาสนา

เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดปัญจวัคคีย์ และสาวกอื่นๆซึ่งต่อมาได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์  จำนวน  ๖๐ องค์แล้ว  และเป็นช่วงที่ออกพรรษาแล้ว พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าจะออกไปประกาศพระศาสนา
ให้เป็นที่แพร่หลาย
  จึงมีพุทธบัญชาให้สาวกทั้ง ๖๐  องค์ จาริกออกไปประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนา 
โดยให้ไปแต่เพียงลำพัง
  แม้พระองค์ก็จะเสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม    
ในการออกจาริกประกาศ พระศาสนาครั้งนั้นทำให้กุลบุตรในดินแดนต่างๆหันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา
และขอบรรพชา อุปสมบทเป็นอันมาก
    
ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สาวกเหล่านั้นสามารถอุปสมบทให้แก่กุลบุตรได้
  เรียกว่า 
“  ติสรณคมนูปสัมปทา   คืออุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาตนเป็นผู้ถึงไตรสรณคมน์” 
 พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา
พรรษาที่ ๑
  ที่พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดสาวกและได้อรหันตสาวกจำนวน ๖๐ องค์แล้ว
พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาคุณทำการประกาศเผยแผ่คำสอน
จนเกิดพุทธบริษัท
      อันมี    ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก อุบาสิกา   อย่างแพร่หลายและมั่นคง
 การประกาศพระพุทธศาสนาของพระองค์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง
 
โดยการจาริกไปยังหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ในแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีป
พรรษาที่ ๒  พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดประชาชน  ได้พุทธสาวกดังนี้  เสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม
ในระหว่างทางได้โปรดกลุ่มภัททวัคคีย์ ๓๐ คน
 
 ที่ตำบลอุรุเวลาได้โปรดชฎิล ๓ พี่น้องคือ อุรุเวกัสสปะ  นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ  กับศิษย์  อีก ๑๐๐๐ คน  
ทรงเทศนาอาทิตตปริยายสูตร ที่คยาสีสะ
  แล้วเสด็จไปยังนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร  พระเจ้าพิมพิสารถวายสวนเวฬุวันเป็นที่อาศัยแด่คณะสงฆ์ และได้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นสาวก
 อีก ๒ เดือนต่อมาเสด็จไปยังนครกบิฬพัสดุ์  ทรงพำนักที่นิโครธาราม ทรงได้สาวกอีกมากมาย เช่น 
พระนันทะ  พระราหุล พระอานนท์  พระเทวทัต  และพระญาติอื่นๆ   
ต่อมาอนาถปิณฑิกะเศรษฐีอาราธนาไปยังกรุงสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล
 
ได้ถวายสวนเชตวันแด่คณะสงฆ์
  พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาที่นี่
พรรษาที่ ๓ นางวิสาขาถวายบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาที่นี่
พรรษาที่ ๔ ทรงจำพรรษาที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธ
พรรษาที่ ๕ เสด็จโปรดพระราชบิดาจนได้บรรลุอรหัตตผล 
และทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพระญาติฝ่ายสักกะกับพระญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับการใช้น้ำในแม่น้ำโหริณี 
ต่อมาทรงอุปสมบทพระนางประชาบดีโคตมี และคณะเป็นภิกษุณี
พรรษาที่ ๖ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในกรุงสาวัตถี  ทรงจำพรรษา ณ ภูเขามังกลุบรรพต
พรรษาที่ ๗ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี 
ระหว่างจำพรรษาได้เสด็จไปทรงเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดายังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พรรษาที่ ๘  ทรงเทศนาในแคว้นมัคคะ ทรงจำพรรษาในเภสกลาวัน
พรรษาที่ ๙ ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี
พรรษาที่ ๑๐ คณะสงฆ์ในแคว้นโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรงพระพุทธองค์ทรงตักเตือนแต่คณะสงฆ์ไม่เชื่อฟัง
พระองค์จึงเสด็จไปประทับและจำพรรษาในป่าปาลิไลยยกะ
   มีช้างเชือกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ตลอดเวลา
พรรษาที่ ๑๑  เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกัน
ได้ ทรงจำพรรษาอยู่ในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา

พรรษาที่ ๑๒ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่เวรัญชา   และเกิดความอดอยากรุนแรงขึ้นในเวลานั้น
พรรษาที่ ๑๓ ทรงเทศนาและจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๑๔ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี  พระราหุลขอผนวช
พรรษาที่ ๑๕ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์
พระเจ้าสุปปพุทธะถูกแผ่นดินสูบเพราะขัดขวางทางโคจรพรรษาที่ ๑๖ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่อาลวี

พรรษาที่ ๑๗  เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี  แล้วเสด็จกลับมายังอาลวี และทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์
พรรษาที่  ๑๘  เสด็จไปยังอาลวี ทรงจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่  ๑๙ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่บนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๒๐ โจรองคุลิมารกลับใจเป็นสาวก และทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล 
ทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์และทรงเริ่มบัญญัติวินัย
พรรษาที่ ๒๑-๔๔  ทรงใช้เชตวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่
และเป็นที่ประทับจำพรรษา
 เสด็จพร้อมสาวกออกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่างๆ
พรรษาที่ ๔๕ เป็นพรรษาสุดท้าย พระเทวทัตคิดปลงพระชนม์ กลิ้งก้อนหินจนต้องพระองค์เป็นเหตุ
ให้พระบาทห้อพระโลหิต
 
ทรงได้รับการบำบัดจากหมอชีวกโกมารภัต
ทรงปรินิพาน

                พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ ๘๐  พรรษา   พระองค์เสด็จจำพรรษาสุดท้ายณ
เมืองเวสาลี
 ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย     
พระองค์ได้ทรงพระดำเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองนั้น
   
พระพุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่งเคยเป็นที่ประทับ
 
นับเป็นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย
  แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองปาวา 
เสวยพระกระยาหารเป็นครั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง
 
พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่ง
  ทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน (ป่าสาละ)
ของเจ้ามัลละเมืองกุสินารา
  ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก 

นับเป็นสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้    ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และปุถุชน
พระราชา ชาวเมืองกุสินารา และจากแคว้นต่างๆรวมทั้งเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ 
พระพุทธองค์ได้มีพระดำรัสครั้งสำคัญว่า
  “ โย โว   อานนท   ธมม  จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต  โส  โว  มมจจเยน  สตถา ” 
อันแปลว่า
  “ ดูก่อนอานนท์  ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมวินัยนั้น 
จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย
  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว “
                และพระพุทธองค์ได้แสดงปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย
ที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย
  สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา .
ท่านทั้งหลายจงทำความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด
“
                แม้เวลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ ๒๕  แล้ว  นับตั้งแต่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
และเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดีย
 
แต่คำสั่งสอนอันประเสริฐของพระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วยไม่
 
 คำสั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่ เป็นเครื่องนำบุคคลให้ข้ามพ้นจากความมีชีวิต 
ขึ้นไปสู่ซึ่งคุณค่ายิ่งกว่าชีวิต คือการพ้นจากวัฏสงสารนั่นเอง

                หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว 
สาวกของพระองค์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และมิใช่พระอรหันต์ได้ช่วยบำเพ็ญกรณียกิจเผยแผ่
พระพุทธวัจนะอันประเสริฐไปทั่วประเทศอินเดีย และขยายออกไปทั่วโลก  
เป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็นจริง มีเหตุผลเชื่อถือ
ได้และ เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริง

สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์
๑. ปุพพณเห  ปิณฑปาตญจ   ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อโปรดเวไนยสัตว์
๒.สายณเห  ธมมเทสน  ตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที่มาเข้าเฝ้า
๓.ปโทเส  ภิกขุโอวาท   ตอนหัวค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งเก่าและใหม่
๔.อฑฒรตเต  เทวปญหาน  ตอนเที่ยงคืนทรงวิสัชชนาปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ
๕.ปจจสเสว  คเต  กาเล  ภพพาภพเพ  วิโลกน  ตอนใกล้รุ่งตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและ
ไม่สามารถบรรลุธรรมได้
  แล้วเสด็จไปโปรดถึงที่ แม้ว่าหนทางจะลำบากเพียงใดก็ตาม
      สมุดเยี่ยมพี่อ้อม